สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดสะโพกซ้าย

ปวดสะโพกซ้าย ปัจจุบันอาการปวดสะโพกเป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตประจำวันมาก ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ข้อต่อสะโพกและกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกทั้งสิ้น เหตุนี้เองระยะเวลาในการรักษาอาการปวดสะโพกจึงได้ยาวนานกว่าบางโรค ผู้ป่วยน้อยคนที่จะหายสนิทจากอาการปวดสะโพกนี้ กล่าวคือ หลังจากรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวด  คลายกล้ามเนื้อ อาการก็ทุเลาลงเล็กน้อยพอให้ใช้งานได้ในแต่ละวัน แต่พอหมดฤทธิ์ยาอาการก็จะกลับมาไม่มากก็น้อย เหตุนี้เองการบริหารกล้ามเนื้อและข้อต่อกระดูกสะโพกให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงจะช่วยให้เราห่างไกลจากอาการเหล่านี้ ท่าบริหารนี้ได้ดัดแปลงมาจากท่าฤๅษีดัดตนที่ปลอดภัยต่อผู้ที่มีอาการปวดสะโพก แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการข้อสะโพกเสื่อมและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

ปวดสะโพกซ้าย

สาเหตุที่พบบ่อยของการปวดสะโพก

สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

  1. หมอนรองกระดูกเคลื่อน และหมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา ซึ่งมีอาการปวดที่รุนแรงมาก
  2. กระดูกสันหลังที่มีเส้นประสาทไขสันหลังตีบ หรือแคบลง พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากในขณะที่เรามีอายุเพิ่มมากขึ้น กระดูกจะมีการเสื่อมสภาพตามวัย ทำให้กระดูกตีบ และแคบ สร้างแรงกดดันต่อเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดสะโพกร้าวลงขา โดยเฉพาะเมื่อนั่งนาน ๆ นั่งหลังค่อมหลังงอ จะทำให้แรงกด ต่อเส้นประสาทเพิ่มขึ้นมา
  3. กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) กระดูกสันหลังชิ้นใดชิ้นหนึ่งมีการเคลื่อนไปข้างหน้า หรือข้างหลังมากกว่ากระดูกสันหลังชิ้นอื่น ๆ ทำให้เกิดความดันในเส้นประสาท
  4. เส้นประสาทมีการยึด หรือรั้ง
  5. กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis syndrome)หรือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกอักเสบเรื้อรัง ทำให้เส้นประสาทติดอยู่ลึงลงไปในสะโพก ทำให้เกิดอาการปวด
  6. สาเหตุอื่น ๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกหักที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน มักพบในผู้สูงอายุ
  7. มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาในระหว่างตั้งครรภ์
  8. ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปวดสะโพกร้าวลงขาที่พบไม่บ่อยนัก เช่น เนื้องอก ลิ่มเลือด หรือฝีไปกดทับเส้นประสาท
  9. อายุที่มากขึ้น ทำให้กระดูกสันหลังมีความเสื่อมถอยของความแข็งแรงลง เช่น กระดูกพรุน
  10. โรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่น โรคข้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม เป็นต้น
  11. โรคอ้วน เพราะน้ำหนักที่มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีพุงจะเพิ่มความเครียดให้กระดูกสันหลังมากขึ้น
  12. พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานเป็นประจำ โดยเฉพาะการนั่งหลังงอ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดสะโพกร้าวลงขาและปัญหาอื่น ๆ ตามมา

อาการบอกโรค

อาการสำคัญที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นโรค SI Joint Pain ได้แก่

  1. ปวดบริเวณสะโพกและร้าวลงขาที่หาสาเหตุไม่เจอ
  2. ปวดสะโพก เกิดขึ้นขณะเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน หรือขณะนั่งนาน หรือขณะนอนพลิกตัว
  3. ขาอ่อนแรง เมื่อยง่าย เมื่อเดินระยะทางไกล หรือเดินขึ้นที่สูง
  4. ปวดขณะนอนหลับ หาท่านอนที่สบายไม่ได้ ทำให้มีผลต่อการนอนไม่เต็มอิ่ม
  5. นั่งนานแล้วปวดก้น ต้นขา หาท่านั่งสบายได้ลำบาก ต้องนั่งตะแคงตัว
  6. วิ่งออกกำลังกายหรือเล่นโยคะแล้วยิ่งปวดสะโพกร้าวลงข้างขา

ผู้ที่มีความเสี่ยง

  • ผู้ที่นั่งทำงานหรือขับรถท่าเดิมเป็นเวลานานติดต่อกัน
  • ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณสะโพก เช่น ล้มก้นกระแทก, อุบัติเหตุทางรถยนต์
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือหลังคลอดบุตร เนื่องจากกระดูกเชิงกรานหลวม
  • ผู้ที่มีภาวะหลังคด กระดูกสันหลังผิดรูปแล้วปวดสะโพกเรื้อรัง
  • ผู้ที่ขาสั้นยาวไม่เท่ากันมาเป็นเวลานานแล้วเกิดการปวดสะโพกไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่ปวดคล้ายกระดูกสันหลังทับเส้น แต่ผลเอ็มอาร์ไอไม่ชัดเจนว่าจะมีการทับเส้นรุนแรงจริง
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้วไม่หายปวด หรือกลับมาปวดสะโพกร้าวลงขาอีกครั้ง
  • ผู้ป่วยปวดสะโพกที่มีประวัติข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือโรคที่คล้ายคลึงกัน

วิธีการวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยและการรักษาโรคปวดข้อกระดูกเชิงกรานมักจะมีความซับซ้อนมากกว่าโรคทางกระดูกสันหลัง เนื่องจากไม่สามารถใช้เอกซเรย์หรือภาพถ่ายทางรังสีมาใช้เป็นเครื่องวินิจฉัยได้ จำเป็นต้องอาศัยความละเอียดในการซักประวัติ ตรวจร่างกาย จากแพทย์ที่มีประสบการณ์และชำนาญเรื่องกระดูกเชิงกรานมาแล้วเท่านั้น

1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

  • ทานยา ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)
  • ทำกายภาพบำบัด โดยการควบคุมของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ชำนาญเรื่องข้อกระดูกเชิงกราน
  • ระงับความปวด (Pain Intervention) โดย
  • การฉีดยาชาและยาต้านการอักเสบเข้าในข้อเชิงกราน (SI joint injection) เป็นทั้งการวินิจฉัยและการรักษาอาการปวดข้อเชิงกรานที่จำเป็น ในกรณีที่แพทย์ต้องการหาจุดสร้างความปวดที่ชัดเจน (Pain Generator)
  • การจี้ข้อเชิงกรานด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (SI joint rhizotomy) เป็นการลดปวดแบบไม่ต้องผ่าตัดวิธีหนึ่งที่เป็นมาตรฐานและได้ผลดี
  1. การรักษาแบบผ่าตัด

ในกรณีที่ข้อเชิงกรานเกิดการเสื่อมหลวม ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดรุนแรงรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และล้มเหลวจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดมาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกเชิงกราน โดยปัจจุบันมีการผ่าตัดเชื่อมข้อเชิงกรานแบบแผลเล็ก Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งเป็นการผ่าตัดมาตรฐานที่เสียเลือดน้อย ลดการบาดเจ็บ และฟื้นตัวเร็ว ได้ผลดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิด