อยากเอวคอดสะโพกผายต้องทำอย่างไร

ผู้หญิงทุกคนก็ต้องอยากเอวคอดสะโพกผายกันทั้งนั้น แต่ถ้าหากต้องการจำแนะลักษณะรูปร่างอย่างคร่าว ๆ แล้ว ก็จะสามารถแบ่งรูปร่างของผู้หญิงได้จากสรีระภายนอก ซึ่งก็คือการเปรียบเทียบรูปทรงของร่างกายกับสิ่งต่าง ๆ ได้แก่

อยากเอวคอดสะโพกผาย

รูปร่างแบบแอปเปิ้ล (Apple shape) 

เป็นลักษณะของร่างกายที่จะมีความแตกต่างระหว่างสะโพกและเอวน้อย จนร่างกายมีทรงกลมเนื่องจากไขมันส่วนมากจะมาสะสมอยู่ที่ช่วงท้องหรือกลางลำตัว และสะโพกมีขนาดเล็ก โดยที่หน้าอกอาจจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ได้

รูปร่างแบบลูกแพร์ (Pear shape) 

เป็นลักษณะของร่างกายที่สะโพกและช่วงล่างมีขนาดใหญ่กว่าหน้าอก เนื่องจากไขมันสะสมอยู่ที่บริเวณสะโพกและต้นขามากกว่าบริเวณอื่น รูปร่างแบบนี้เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป

รูปร่างแบบสามเหลี่ยมกลับด้าน (Invert triangle shape) 

เป็นลักษณะร่างกายที่พบมากในนักกีฬา ซึ่งช่วงไหล่จะค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับขนาดของหน้าอกและสะโพก ในบางครั้งอาจจะดูคล้ายรูปร่างของผู้ชาย

รูปร่างแบบนาฬิกาทราย (Hourglass shape)

เป็นลักษณะของร่างกายที่หน้าอกและสะโพกมีขนาดใหญ่และเอวเล็กหรือคอด โดยที่หน้าอกและสะโพกควรมีอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกันคล้ายกับนาฬิกาทราย และแม้เอวจะคอดแต่ก็ไม่ได้มีอัตราส่วนที่ต่างกันจนเกินไป

รูปร่างแบบผืนผ้าหรือกล้วยหอม (Banana or Rectangle shape)

เป็นลักษณะรูปร่างของนางแบบ ซึ่งจะมีขนาดของหน้าอกและสะโพกเล็ก ช่วงไหล่แคบ หน้าท้องแบนราบและรูปร่างเพรียวบาง

อยากเป็นสาวเอวคอดทำอย่างไร

การทำให้เอวคอดนั้นนอกจากจะใช้วิธีลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารแล้ว ยังมีวิธีทางศัลยกรรม ที่สามารถทำแล้วให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอีกด้วย

การทำให้เอวคอดโดยศัลยแพทย์ สามารถทำได้ 2 วิธี

1.การดูดไขมันผนังหน้าท้องและบริเวณเอว

การดูดไขมันหน้าท้องจะมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี

  1. การดูดไขมันแบบเวเซอร์ (VASER Liposuction ) เป็นการดูดไขมันด้วยเทคนิคใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์จากการสั่นไปสลายไขมันให้เหลว ทำให้สามารถดูดออกมาได้ง่ายขึ้น ทำให้รอยแผลเล็ก เจ็บตัวน้อย โดยไม่ทำลายเซลล์ประสาทหรือหลอดเลือดใกล้เคียง วิธีนี้จะใช้กับผู้ที่มีไขมันเยอะทำแล้วแผลหายไว ไม่ต้องพักฟื้นเยอะ แต่วิธีนี้ค่อนข้างแพง
  2. การดูดไขมันด้วยคลื่นไฟฟ้า (Body Tite) เป็นการใช้เทคนิคยิงคลื่นวิทยุร่วมกับคลื่นความร้อนเข้าไปละลายไขมันให้เหลวเช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากดูดไขมันแล้วดูสวย ดูตึงแบบเนียน ๆ ไม่ต้องเย็บเก็บหนังหน้าท้องในภายหลัง แต่ราคาค่อนข้างสูงเหมาะกับผู้ที่มีงบเยอะ
  3. การดูดไขมันแบบพาวเวอร์ (PAL) ใช้เครื่องมือหัวมอเตอร์แบบสั่นที่ทันสมัย ทำให้สามารถแยกชั้นไขมันที่สะสมมานานจนเป็นพังผืดได้ดี มีประสิทธิภาพในเรื่องของการสลายไขมันในปริมาณมาก และปลอดภัยมากขึ้น แต่ก่อนทำต้องวางยาสลบ งดอาหารการกินบางประเภท และต้องตัดไหมเหมือนการผ่าตัดทั่วไป

 2.การผ่าตัดเอาผนังหน้าท้องออกพร้อมบริเวณเอว

ซึ่งจะต้องมีการเย็บชั้นกล้ามเนื้อของผนังหน้าท้องให้กระชับด้วย โดยขั้นตอนการผ่าตัดศัลยแพทย์ต้องประเมินสภาพของผนังหน้าท้องของคนไข้ ว่าเป็นผนังหน้าท้องที่มีขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด มีผิวหนังหน้าท้องที่เหี่ยวย่น ห้อยย้อยและหย่อนยานจากการคลอดบุตร หรือจากการลดน้ำหนักมาก่อนหรือไม่ และสภาพความเหี่ยวย่น ห้อยย้อยและหย่อนยาน มีมากน้อยเพียงใด น้ำหนักตัวคนไข้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือน้ำหนักเกินปกติ และสุขภาพของคนไข้แข็งแรงเป็นปกติหรือไม่ ตรวจร่างกายคนไข้ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่และคนไข้รับประทานยารักษาโรคประจำตัวหรือไม่ เพราะว่าบางโรคนั้นเสี่ยงอันตรายต่อการผ่าตัด เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคทางสมอง เป็นต้น

เข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา

ศัลยแพทย์จะต้องอธิบายให้คนไข้ได้รับทราบถึงผลลัพธ์ของการผ่าตัดด้วยวิธีการดมยาสลบ และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หรือผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายหลังการดมยาสลบและการผ่าตัด ซึ่งเป็นความเสี่ยงของการผ่าตัดใหญ่ ตลอดจนผลลัพธ์ของการผ่าตัดอาจจะไม่สนองต่อความคาดหวังของคนไข้ทุกประการ

วิธีการผ่าตัด

จากนั้นจึงเตรียมคนไข้เข้ารับการผ่าตัดด้วยวิธีการดมยาสลบ โดยจะต้องเตรียมผิวหนังหน้าท้องให้สะอาด ให้ยาปฏิชีวนะแก่คนไข้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่วงเวลาก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด (ผ่านสายน้ำเกลือ) และภายหลังการผ่าตัด เทคนิคการผ่าตัด คือ เปิดแผลผ่าตัดเหนือหัวหน่าวในแนวนอน เพื่อซ่อนแผลเป็นตามแนวชุดชั้นใน ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ว่าต้องการจะซ่อนแนวแผลไว้สูงต่ำอย่างไร

จากนั้นจึงออกแบบการตัดผนังหน้าท้องส่วนที่เกินออกไปอย่างละเอียด เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์ภายหลังการผ่าตัด ได้ผนังหน้าท้องที่เรียบ ความเหี่ยวย่น ความห้อยย้อยและความหย่อนยานของผนังหน้าท้องลดลงอย่างชัดเจน ได้เอวคอดหรือขนาดเอวเล็กลง และแผลเป็นที่เกิดขึ้นมีความสวยงาม

ในการผ่าตัดอาจจะต้องมีการย้ายตำแหน่งสะดือร่วมด้วย เมื่อมีการตัดหนังส่วนของบริเวณสะดือออกไป และตำแหน่งของสะดือใหม่จะต้องอยู่ตรงกลาง โดยจะต้องระวังอย่าให้ตำแหน่งสะดือใหม่เบี้ยวได้ ตัดผนังหน้าท้องออกตามที่ออกแบบไว้ และเย็บผนังหน้าท้องส่วนบนกับส่วนล่างเข้าหากัน โดยต้องระวังไม่ให้เกิดการตึงของแผลมากเกินไป ซึ่งจะช่วยให้รอยแผลเป็นหลังผ่าตัดเรียบและไม่เป็นแผลเป็นนูน ภายหลังผ่าตัดหน้าท้อง คนไข้อาจจะต้องเดินงอตัวในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ภายหลังการผ่าตัด ในกรณีที่มีการตัดผนังหน้าท้องออกเป็นจำนวนมากจนแผลเย็บมีความตึงมาก การตัดไหมและถอดท่อระบายน้ำเหลืองจะอยู่ในช่วงระยะเวลา 7-10 วัน

การดูแลหลังผ่าตัด

หลังการผ่าตัดประมาณ 45 วัน ผลลัพธ์ของการผ่าตัดในเรื่องเอวคอด จึงจะเห็นชัดเจน คือ เอวมีขนาดเล็กลงจากเดิมราว 4 นิ้ว  ทั้งนี้คนไข้จะต้องร่วมมือในการลดน้ำหนักภายหลังการผ่าตัดด้วย โดยวิธีการควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร เพื่อลดความตึงและการบวมของผนังหน้าท้องและของแผลผ่าตัด การดูแลแผลผ่าตัดด้วยการทาครีมบำรุงและติดแผ่นซิลิโคนที่แนวแผล จะช่วยให้แผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น